ดีแทค-กรมพินิจฯ จัดหลักสูตรพัฒนาทักษะดิจิทัลให้เยาวชน

ดีแทค-กรมพินิจฯ

กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ร่วมกับ ดีแทค เตรียมความพร้อมให้เยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ด้วยทักษะดิจิทัลเเพิ่มโอกาสทางอาชีพและการใช้ชีวิต

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และดีแทค ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาทักษะดิจิทัลเพื่อโอกาสในการทำอาชีพและทักษะการรับมือกับความเสี่ยงบนโลกออนไลน์ สำหรับเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ที่อยู่ในระหว่างการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัว ให้เรียนรู้และส่งเสริมทัศนคติที่เป็นบวกต่อการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์ม e-Learning และภาคปฏิบัติ

โดยดีแทคเน็ตทำกินได้พัฒนาหลักสูตร “ดีแทค เน็ตทำกิน” บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ร่วมกับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ซึ่งเยาวชนที่ได้รับการอบรมจะใช้เทียบสมรรถนะการเรียนรู้ตามมาตรฐาน เพื่อศึกษาต่อยอดหรือประกอบอาชีพในอนาคตได้

จากรายงานสถิติคดีประจำปีงบประมาณ 2565 ของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน พบว่า Gen Z ซึ่งเป็นเด็กที่มีอายุเกิน 12 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี และเยาวชน หรือบุคคลที่มีอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ที่กระทำความผิดมีจำนวนมากถึง 12,202 คดีทั่วประเทศ ในจำนวนนี้ควบคุมตัวอยู่ในสถานพินิจฯ และศูนย์ฝึกและอบรมฯ ทั่วประเทศ รวม 3,000 ราย

พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็ก และเยาวชน กล่าวว่า “กรมพินิจฯ ให้การคุ้มครองดูแลทั้งเรื่องสภาพร่างกาย และจิตใจ จัดการศึกษา เพิ่มทักษะต่าง ๆ โดยทีมนักวิชาชีพของกรมพินิจฯ เพื่อให้นำทักษะความรู้ที่ได้รับและฝึกฝนไปใช้ได้ภายหลังได้รับการปล่อยตัว โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาที่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างทักษะความสามารถให้กับเด็กและเยาวชน

มีรูปแบบการเรียน 3 รูปแบบ ประกอบด้วย การศึกษาในระบบเดิม, การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และการศึกษาทางเลือก เพื่อให้เด็กมีโอกาสจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) รวมถึงจัดให้มีการศึกษาและเสริมทักษะด้านวิชาชีพ เมื่อจบจะได้รับประกาศนียบัตรตามหลักสูตร นำไปใช้ในสังคมได้ตามปกติ

ในปีการศึกษา พ.ศ. 2564 มีเยาวชนที่ได้รับการศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกหลักสูตร ทั้งสิ้น 1,557 คน และการฝึกอาชีพระยะสั้น 2,237 คน

ด้านนายสตีเฟ่น เจมส์ แฮลวิก รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า เยาวชนที่อยู่ภายใต้การดูแลในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เป็นกลุ่มในช่วงวัย Digital natives หรือ Gen Z เกิดระหว่าง พ.ศ. 2540-2555 คือ ช่วงอายุ 10-25 ปี และเติบโตมากับนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลอยู่แล้ว

หน้าที่ของดีแทคและกรมพินิจฯ จึงทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อ และส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ทางเทคโนโลยีดิจิทัลกับพวกเขา ให้พร้อมกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่านด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

จากสถิติน่าสนใจระบุว่า คน Gen Z จะเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในไม่ช้า และจะมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าห้าเท่าเป็น 33 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 คิดเป็นสัดส่วนกว่า 1 ใน 4 GDP ทั่วโลก และสูงกว่ารายได้ของคนรุ่น Millennials ภายในปี 2574 การวัดดัชนีความสามารถทางดิจิทัล คะแนนความสามารถเฉลี่ยของคน Gen Z สูงกว่าคนรุ่น Millennials 2.5% และสูงกว่าคนรุ่น Gen X กว่า 8% โดยที่ Gen Z มีความตื่นตัวและมีความทุ่มเทพยายามมากกว่าผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ที่จะใช้สื่อสังคมออนไลน์ และเทคโนโลยี มาแก้ปัญหาในประเด็นทางสังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม หรือสิทธิมนุษยชน”

Advertisement

ภายใต้ความร่วมมือบันทึกความเข้าใจร่วมฉบับนี้ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และดีแทคจะร่วมกัน
เสริมสร้างภูมิคุ้มกันบนดิจิทัลและพัฒนาศักยภาพการขายสินค้าออนไลน์ สำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เป็นระยะเวลา 3 ปี ดังนี้

1.สร้างทักษะให้เยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ผ่านแพลตฟอร์ม e-Learning ให้เข้าใจและส่งเสริมทัศนคติให้เปิดรับความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี และมีศักยภาพในการเปิดร้านค้าออนไลน์ การทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เพื่อต่อยอดสู่ผู้ประกอบการในอนาคต

2.สร้างทักษะให้เยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญามีทักษะสามารถแยกแยะและรับมือกับความเสี่ยงจากการใช้งานออนไลน์ และการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมีความรับผิดชอบ รู้เท่าทัน และร่วมส่งเสริมวัฒนธรรมสังคมออนไลน์ที่สร้างสรรค์ได้ (Digital Resilience)

3.ลงมือปฏิบัติจริงผ่านกิจกรรม Workshop และร่วมประกวดแข่งขันในแคมเปญที่จัดทำร่วมกันระหว่าง ดีแทค เน็ตทำกิน และศูนย์ฝึกอบรมทั้ง 20 แห่ง เพื่อให้เยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั่วประเทศได้มีโอกาสฝึกฝน ลงมือทำตามสถานการณ์จริง

โดยเยาวชนที่ผ่านหลักสูตรจะได้รับใบประกาศนียบัตรจาก ดีแทค และสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เพื่อรับรองการผ่านการอบรมหลักสูตร “เน็ตทำกิน”

สำหรับปีนี้มีเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอย่างน้อย 500 คน จะเรียนบนแพลตฟอร์มออนไลน์